ปวดขาด้านข้าง... แค่เส้นตึงหรือสัญญาณเตือนจากสะโพกและกระดูกสันหลัง?

 



ปวดขาด้านข้าง... แค่เส้นตึงหรือสัญญาณเตือนจากสะโพกและกระดูกสันหลัง?

หลายคนคงเคยเจอปัญหาอาการปวดบริเวณต้นขาด้านข้าง ลามลงไปถึงเข่าหรือน่อง บางคนนวดแล้วนวดอีกเหมือนจะดีขึ้นแต่ก็กลับมาปวดใหม่ บางครั้งอาการปวดนี้ทำให้การเดินขึ้นบันไดหรือการนอนตะแคงกลายเป็นเรื่องทรมาน คำถามที่หมอมักได้รับบ่อยๆ คือ "หมอครับ/หมอคะ ปวดตรงนี้มันคืออะไรกันแน่ จะร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดไหม?"


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณนภาวัยทำงาน

คุณนภา อายุ 48 ปี ทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานนานๆ และมีงานอดิเรกคือการเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คุณนภาเริ่มรู้สึกปวดหนึบๆ บริเวณโคนขาด้านข้าง โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ หรือเวลาเดินนานๆ จะรู้สึกเจ็บแปล๊บจนต้องหยุดพัก

คุณนภาลองไปนวดแผนไทยดูบ้าง อาการก็ทุเลาเพียงชั่วคราว แต่พอเข้านอนแล้วนอนตะแคงทับข้างที่ปวด จะรู้สึกเจ็บจนสะดุ้งตื่น คุณนภากังวลมากว่ากระดูกสะโพกจะเสื่อมหรือเปล่า หรือจะเป็นอัมพฤกษ์เพราะเริ่มมีอาการชาเบาๆ ร่วมด้วย จนสุดท้ายตัดสินใจมาปรึกษาหมอครับ


กลไกการเกิดโรค: เปรียบเสมือนสายเบรกที่ตึงเกินไป

อาการปวดขาด้านข้างส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากกระดูกหักหรือแตกครับ แต่หมอมักจะเปรียบเทียบให้คนไข้ฟังว่า ร่างกายเรามีแถบพังผืดหนาๆ อยู่ด้านข้างขา (เส้นไอทีแบนด์) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "สายเบรก" ช่วยพยุงการเดินและทรงตัว

หากกล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง หรือเราใช้งานขาหนักเกินไป สายเบรกเส้นนี้จะตึงเป๊ะและไปเสียดสีกับปุ่มกระดูกข้างสะโพก หรือกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง เหมือนยางรถยนต์ที่ศูนย์ล้อไม่ตรง ทำให้เกิดการอักเสบและปวดร้าวลงไปตามทางของเส้นพังผืดนั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับกลุ่มอาการปวดขาด้านข้าง (Trochanteric Bursitis & IT Band Syndrome)

อาการปวดบริเวณนี้ในทางการแพทย์เรามักพบได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ การอักเสบของถุงน้ำข้างข้อสะโพก (Greater Trochanteric Pain Syndrome) และ กลุ่มอาการพังผืดข้างต้นขาตึง (IT Band Syndrome)

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ การนั่งไขว่ห้างนานๆ การออกกำลังกายโดยไม่ยืดเหยียด หรือในบางรายอาจเกิดจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูกหลังที่ไปกดทับเส้นประสาท แล้วส่งสัญญาณความปวดลงมาที่ขาด้านข้างแทนครับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณปวดขาด้านข้าง

  • การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เช่น นั่งทำงานท่าเดิมเกิน 2 ชั่วโมง หรือนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ

  • โครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล เช่น ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน หรือเท้าแบน

  • การออกกำลังกายที่หนักเกินไป โดยเฉพาะการวิ่งหรือเดินบนพื้นลาดเอียงโดยไม่วอร์มร่างกาย

  • น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ ทำให้ข้อสะโพกและพังผืดขาต้องรับภาระหนัก

  • อายุที่มากขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อและเอ็นต่างๆ ขาดความยืดหยุ่น


แนวทางการตรวจวินิจฉัย

เมื่อมาพบหมอ เราจะไม่กระโดดไปที่การผ่าตัดทันทีครับ แต่จะเริ่มจาก:

  1. การตรวจร่างกาย: หมอจะกดหาจุดเจ็บ ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก และดูช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ

  2. การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีกระดูกงอกหรือข้อสะโพกเสื่อมร่วมด้วยหรือไม่

  3. การตรวจอัลตราซาวนด์: วิธีนี้ดีมากครับ เพราะเห็นการอักเสบของถุงน้ำหรือพังผืดได้ทันทีในห้องตรวจ

  4. การตรวจ MRI: จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีอาการฉีกขาดของเอ็นสะโพก หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่หลังครับ


วิธีการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

หมออยากให้สบายใจครับว่า ผู้ป่วยมากกว่า 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเราจะเรียงลำดับการรักษาดังนี้ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง ลดการเดินขึ้นบันไดบ่อยๆ และเปลี่ยนท่านั่งทุก 30 นาที

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการยืดพังผืดด้านข้างขาและเสริมสร้างกล้ามเนื้อก้นให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงสะโพก

  3. การใช้ยา: ทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดบวมและบรรเทาปวดในระยะสั้น

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดมาก หมอจะใช้ เครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Guided Injection) นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าที่ถุงน้ำข้างสะโพกอย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีและปลอดภัยสูงครับ

  5. การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่เห็นผลเกิน 6 เดือน ซึ่งพบได้น้อยมากครับ


พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

โรคนี้ "หายได้ครับ" แต่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4–8 สัปดาห์ในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ อาการปวดมักจะค่อยๆ ลดลงตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรากลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ เช่น นั่งแช่นานๆ หรือละเลยการยืดเหยียดครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาจนำไปสู่:

  • กล้ามเนื้อสะโพกฝ่อลีบ จากการที่คนไข้ไม่กล้าลงน้ำหนักขาข้างนั้น

  • อาการปวดหลังเรื้อรัง เพราะร่างกายจะพยายามเดินกะเผลกเพื่อชดเชยอาการปวด ทำให้หลังรับภาระผิดปกติ

  • การอักเสบเรื้อรังของเส้นประสาท ทำให้มีอาการชาหรืออ่อนแรงตามมา


5 วิธีป้องกันให้ไกลจากอาการปวดขาด้านข้าง

  • ยืดเหยียดสม่ำเสมอ: เน้นการยืดกล้ามเนื้อก้นและพังผืดข้างขา

  • เลิกนั่งไขว่ห้าง: ท่านี้คือศัตรูตัวร้ายของสะโพกและขาด้านข้างเลยครับ

  • ใส่รองเท้าที่เหมาะสม: มีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ดีและเหมาะกับรูปเท้า

  • คุมน้ำหนักตัว: เพื่อลดแรงกดทับต่อข้อต่อและเนื้อเยื่อ

  • สร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง: หลังและก้นที่แข็งแรงจะช่วยลดภาระของขา


ถาม-ตอบ ข้อสงสัยยอดฮิต (Q&A)

Q: ปวดขาด้านข้างแล้วนวดแผนไทยได้ไหม? A: นวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลายได้ครับ แต่หากเป็นการนวดแบบ "เน้นเส้น" หรือกดแรงๆ บริเวณจุดที่อักเสบ อาจทำให้ถุงน้ำอักเสบมากขึ้นและปวดกว่าเดิมได้ครับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกรายไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายและอัลตราซาวนด์ก็เพียงพอ เว้นแต่หมอสงสัยว่ามีปัญหาที่กระดูกสันหลังร่วมด้วยครับ

Q: นานแค่ไหนถึงควรมาพบหมอ? A: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ นวดหรือพักแล้วไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการชาและนอนตะแคงไม่ได้ ควรมาปรึกษาหมอเพื่อวินิจฉัยให้ตรงจุดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. อาการปวดขาด้านข้างส่วนใหญ่เกิดจากพังผืดตึงและการอักเสบของถุงน้ำข้างสะโพก

  2. สาเหตุหลักมักมาจากพฤติกรรมการนั่งและการใช้งานร่างกายที่ไม่สมดุล

  3. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำและรักษาได้ตรงจุด

  4. การทำกายภาพบำบัดและการปรับท่าทางเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาให้หายขาด

  5. ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาและการทำกายภาพ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดขาด้านข้าง #ปวดสะโพก #พังผืดขาตึง #ชาร้าวลงขา #ปวดขา #ถุงน้ำสะโพกอักเสบ #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #HipPain #GreaterTrochantericPainSyndrome #ITBS #Orthopedics #HealthTips


References

  1. Williams BS, Cohen SP. Greater trochanteric pain syndrome: a review of anatomy, diagnosis and treatment. Anesth Analg. 2009;108(5):1662-70.

    บทความวิจัยที่อธิบายกายวิภาคอย่างละเอียดและการวินิจฉัยกลุ่มอาการปวดบริเวณปุ่มกระดูกข้างสะโพก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดขาด้านข้าง

  2. Hadeed A, Sousa A, Sadowski B. Iliotibial Band Friction Syndrome. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024.

    ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดเกี่ยวกับกลุ่มอาการพังผืดข้างขาตึง (IT Band) สาเหตุ การเกิดโรค และแนวทางการรักษาเบื้องต้นด้วยตนเอง

  3. Reid D. The management of greater trochanteric pain syndrome: A systematic review. J Orthop. 2016;13(1):15-28.

    การรวบรวมงานวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวิธีการรักษาต่างๆ ทั้งการทำกายภาพบำบัดและการฉีดยาโดยไม่ต้องผ่าตัด

  4. Strauss EJ, Nho SJ, Van Thiel GS. The hip pain of the active patient: a case-based approach. Am J Sports Med. 2010;38(11):2332-43.

    แนวทางการตรวจวินิจฉัยแยกโรคสำหรับอาการปวดสะโพกและขาในผู้ป่วยวัยทำงานที่มีกิจกรรมทางกายสูง เพื่อแยกแยะโรคที่ต้นเหตุ

  5. Speers CJ, Bhogal GS. Greater trochanteric pain syndrome: a review of diagnosis and management in general practice. Br J Gen Pract. 2017;67(663):479-480.

    บทสรุปแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อสะโพกและขาด้านข้างสำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป เน้นความสำคัญของการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ

Comments